Category Archive: ประวัติและตำนาน

ต.ค. 14

ความเชื่อเกี่ยวกับความตายของคนอียิปต์ 

  สำหรับความตายทุกคนไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงหนีกันไปพ้นอย่างแน่นอน แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับความตายนั้นในประเทศอียิปต์มีตำนานความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของการใช้ชีวิตหลังความตายเอาไว้

ซึ่งเป็นความเชื่อที่มีกันมาตั้งแต่ในสมัยโบราณซึ่งเราสามารถที่จะรู้ได้จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่นักโบราณคดีสามารถขุดค้นพบได้จากสุสานของฟาโรห์ราชาที่ปกป้องคุ้มครองประเทศอียิปต์ โดยความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณนั้นมีความเชื่อกันว่าเมื่อมีการตายเกิดขึ้นวิญญาณนั้นจะมีการจากร่างกายออกไปเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น

ซึ่งตอนที่วิญญาณออกจากร่างนั้นวิญญาณจะมีการเดินทางไปพบกับพระเจ้าหลังจากนั้นวิญญาณก็จะกลับมาสู่ร่างของตนไม่วันใดก็วันหนึ่งอย่างแน่นอน โดยชาวอียิปต์โบราณมีการเชื่อกันว่าเมื่อวิญญาณกลับมาแล้วก็ต้องมีร่างที่เอาไว้สิงสถิตซึ่งล่างนั้นก็ควรจะต้องเป็นร่างของตนเองเพียงเท่านั้นดังนั้นคนอียิปต์ในสมัยโบราณจึงมักมีการเก็บร่างกายของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วเอาไว้

และด้วยความเชื่อนี้เองคนอียิปต์ในสมัยโบราณจึงต้องมีวิธีการเก็บร่างกายของคนที่เสียชีวิตไปแล้วซึ่งเรารู้จักกันดีว่าวิธีการนั้นก็คือการทำ มัมมี่นั่นเอง สำหรับการทำมัมมี่นั้นจะเป็นการทำให้ร่างกายของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วอยู่ในสภาพที่เหมือนกับคนปกติไม่เกิดการเน่าเปื่อย

ดังนั้นวิธีการทำจริงจะต้องมีการผ่าท้องเพื่อเอาเครื่องในของผู้ที่เสียชีวิตออกมาเพื่อที่จะได้รักษาสภาพร่างกายเอาไว้ให้สมบูรณ์มากที่สุดซึ่งปัจจุบันนักโบราณคดีหลายคนได้ค้นพบสุสานของฟาโรห์และพบมัมมี่จำนวนหลายพระองค์

ซึ่งปัจจุบันนี้เราก็ยังสามารถเห็นมันมี่ได้ตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ที่มีการเก็บซากมันมีเอาไว้ซึ่งจะมีการจัดแสดงไว้ให้กับประชาชนได้ดูถึงอารยธรรมของชนชาติอียิปต์ในสมัยโบราณว่ามีพิธีกรรมเป็นอย่างไรบ้าง

             สำหรับมัมมี่แล้ว ปัจจุบันกลายมาเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของประเทศอียิปต์เลยก็ว่าได้ เพราะไม่มีประเทศไหนในโลกที่มีการสร้างมัมมี่ขึ้นมาเพื่อรอคอยการกลับมาเกิดใหม่ของคนคนนั้น และแน่นอนว่าตอนนี้เราสามารถดูอียิปต์ของจริงได้ตามพิพิธภัณฑ์ ซึ่งหากใครอยากเห็นมัมมี่ของจริงคงต้องนั่งเครื่องบินไปไกลถึงประเทศอียิปต์กันเลยทีเดียว

แต่หากใครอยากรู้และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอียิปต์และมัมมี่แบบคร่าวคร่าว ก็สามารถค้นหาข้อมูลได้จากโลกอินเตอร์เน็ต ที่ซึ่งทีเราจะหาทุกอย่างที่เราอยากรู้ได้ทุกอย่างนั่นเอง หลายคนยังคงมีความเชื่อเกี่ยวกับคำสาปของมัมมี่ และสุสานของฟาโรห์ ที่ว่าหากใครที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสุสานของฟาโรห์แล้วล่ะก็ มันผู้นั้นจะต้องพบกับความหายนะนั่นเอง 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า คือ

ต.ค. 07

ตำนานเจดีย์ชเวดากอง

        ถ้าใครเคยเดินทางไปประเทศพม่าหรือใครที่เคยศึกษาข้อมูลประวัติศาสตร์ของประเทศพม่าหรือแหล่งท่องเที่ยวของประเทศพม่าจะรู้ว่าสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจแห่งหนึ่งของประเทศพม่าและถ้าหากใครเดินทางไปถึงพม่าแล้ว

ไม่ได้ไปกราบไหว้สถานที่แห่งนี้ก็นับได้ว่ายังเดินทางไปไม่ถึงเมืองพม่านั่นก็คือเจดีย์ชเวดากองสำหรับเจดีย์ชเวดากองนี้เป็นเจดีย์ซึ่งมีรูปร่างสวยงามโดยล้อมรอบด้วยเจดีย์น้อยใหญ่เป็นจำนวนมากซึ่งมีความเชื่อกันว่าภายในเจดีย์ชเวดากองนั้นเป็นที่จัดเก็บพระเกศาของพระพุทธเจ้านั่นเองเจดีย์ชเวดากองนั้น

ได้มีการถูกสร้างห่อหุ้มด้วยทองคำแท้ทั้งหมดซึ่งตามประวัติความเป็นมาได้มีการเล่าถึงการบูรณะซ่อมแซมเจดีย์ชเวดากองว่าที่เจดีย์แห่งนี้มีการบูรณะซ่อมแซมเมื่อครั้งสมัยศตวรรษที่ 15 ซึ่งในครั้งนั้นมีพระนาง เซนซอบู ซึ่งพระนางนั้นเป็นเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรมอญพระองค์ได้มีการบริจาคทองคำแท้เพื่อนำมาใช้ในการซ่อมแซมบูรณะเจดีย์ชเวดากอง

โดยน้ำหนักที่พระองค์บริจาคทองคำนั้นพระองค์ใช้น้ำหนักตัวของตนเองในการบริจาคซึ่งพระองค์หนักกี่กิโลกรัมพระองค์ก็บริจาคเท่ากับจำนวนน้ำหนักของพระองค์ตามจำนวนกิโลกรัมนั่นเองนอกจากจะมีพระนาง เซนซอบูแล้วยังมีชาวเมือง ที่เป็นชาวเมืองพม่าไม่ว่าจะเป็นพวกขุนน้ำขุนนางหรือประชาชนทั่วไปต่างก็พากันร่วมใจบริจาคทองคำแท้เพื่อนำมาบูรณซ่อมแซมองค์เจดีย์ชเวดากองให้กลายเป็นเจดีย์

ที่มีความงดงามมีสีทองเหลืองอร่ามสวยงามจนมาถึงทุกวันนี้ซึ่งการบริจาคทองคำในครั้งนี้ปัจจุบันชาวเมืองพม่าก็ยังคงยึดถือปฏิบัติกันมาเพื่อนำมาซ่อมแซมกรณีที่องค์เจดีย์ชเวดากองนั้นมีความสุข Song หรือชำรุดไปนั่นเอง  แต่อย่างไรก็ตามมีตำนานที่พูดถึงจุดกำเนิดการเริ่มต้นของการสร้างเจดีย์ชเวดากองเอาไว้ว่าจริงๆแล้วองค์เจดีย์ชเวดากองนั้น

มีการสร้างมานานแล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาลหรือก่อนประมาณ 2500 ปีเห็นจะได้ซึ่งในครั้งแรกที่มีการสร้างองค์เจดีย์ชเวดากองนั้นเกิดขึ้นมาจากที่มีพ่อค้าพี่น้อง 2 คนได้เดินทางไปกราบไหว้พระพุทธเจ้าและเมื่อจะกลับพระพุทธเจ้าก็ได้มีการมอบเส้นผมให้กับพ่อค้าทั้งสองคนจำนวนทั้งหมด 8 เส้นเมื่อพ่อค้าทั้งคู่เดินทางมาถึงเมืองพม่าก็ได้พบกับพระเจ้าอยู่หัวที่ปกครองประเทศพม่า

อยู่ในขณะนั้นเมื่อพระองค์ทรงรู้ว่าใช้ทั้งสองคนนั้นได้เส้นผมของพระพระเจ้ามาจึงได้ช่วยเหลือชายทั้งสองคนด้วยกันสั่งให้ทหารช่วยกันก่อสร้างองค์เจดีย์ชเวดากองขึ้นมาเพื่อจะได้นำเส้นผมของพระพุทธเจ้าไปเก็บรักษาเอาไว้นั่นเองและสถานที่ก่อสร้างองค์เจดีย์ชเวดากองนั้นก็คือบริเวณเนินเขาสิงกุตระละ

และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเราก็เห็นเจดีย์ชเวดากองอยู่ตรงบริเวณที่เดิมนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาแต่ได้มีนักประวัติศาสตร์ได้มีการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการก่อสร้างองค์เจดีย์ชเวดากองโดยมีการค้นพบและคาดว่าองค์เจดีย์ชเวดากองแล้วแท้ที่จริงน่าจะถูกสร้างมาในสมัยศตวรรษที่ 6 ซึ่งสมัยนั้นประเทศพม่ายังมีการปกครองโดยอาณาจักรมอญนั้นเอง 

 

 

ขอขอบคุณ  www.ufabet.com ลิ้งเข้าเว็บไซต์คะ

เม.ย. 16

อาถรรพ์คำสาปของเพชรโอบ

อาถรรพ์คำสาปของเพชรโอบ Hope Diamond

ต้นกำเนิดของเพชรน้ำงามสีน้ำเงินลึกลับนี้ก็ยังคงมีข้อสงสัยกันอยู่มากเพราะว่าไม่มีบันทึกเอาไว้เป็นที่แน่นอนแต่เป็นที่รู้จักกันว่าคนแรกที่ได้ครอบครองคือนักค่าเพชรพลอยผู้ช้ำซอยการเดินทางชาวฝรั่งเศษในสมัยกลางในช่วงคริสตศักราชที่17 ชื่อ jean Baptist Tacernier ระหว่างเดินทางมายังประเทศอินเดีย jean Baptist Tacernierก็ได้พบก้อนหินที่มีค่าที่มองดูภายนอกเหมือนซอฟไฟล์แต่ที่จริงแล้วคือเพชรดิบสีน้ำเงินขนาด1123/16กะรัต

ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในโลกในบรรดาเพชรสีน้ำเงินในอดีตที่เคยพบมาหลังจากที่jean Baptist Tacernierเดินทางกลับไปประเทศฝรั่งเศษเขาก็ได้ขายเพชรเม็ดใหญ่นี้ให้ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14และเมื่ออายุได้84ปี jean Baptist Tacernierก็ได้เสียชีวิตอย่างลึกลับที่รัสเซียโดยมีข่าวลือว่าถ้าถูกหมาป่าถูกฉีดร่างจนตายต่อมาพระเจ้าหลุยส์ที่ 14ได้มีรับสั่งให้ทำเพชรใหม่

โดยได้ตัดแบ่งเพชรให้ออกเป็น3ส่วนซึ่งในชิ้นแรกนั้นได้หายสาปสูญไปส่วนอีก2ชิ้น ชิ้นหนึ่งได้รับการให้ทำเป็นรูปหัวใจที่มีขนาด671/8กะรัต และ ใช้เป็นเพชรประดับประจำราชวงศ์ฝรั่งเศษไปอีกนับศตวรรษในชื่อเพชรมงกุฏสีน้ำเงิน หรือ สีน้ำเงินแห่งฝรั่งเศษเวลาผ่านไปความโชคร้ายก็เริ่มเข้ามาครอบงำชีวิตในครอบครัวราชวงศ์โดยพระเจ้าหลุยส์ที่16และพระราชนีในทั้งสองพระองค์ได้ถูกตักพระเศียรจะการประติวัตการนองเลือดฝรั่งเศสในปี1979

และเพชรมรณะเม็ดนี้ก็ได้หายสาปสูญไปในเหตุการณ์วุ่นวายในครั้งนี้ด้วยต่อมาในปี1813 ณ กรุงลอนดอน นายหน้าที่ค้าเพชรก็ได้เพชรเม็ดหนึ่งที่มีขนาด44กะรัตมาไว้ในครอบครองถึงแม้ว่ารูปร่างและลักษณะนั้นมันจะไม่เหมือนเดิมแต่ด้วยความงามที่เป็น1และไม่มี2จึงได้ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นนั้นต่างก็ได้มีความเชื่อกันว่ามันก็คือเพชรน้ำเงินแห่งฝรั่งเศษที่ได้มีการถูกเปลี่ยนให้เป็นรูปร่างไปเพื่อที่จะทำให้สะดวกต่อการที่จะขนย้ายข้ามชาติเป็นไปอย่างลับๆ

จากนั้นยังได้มีหลักฐานจากบางแหล่งว่าพระเจ้าจอร์จที่ 4แห่งราชวงศ์อังกฤษก็ได้เป็นพระองค์หนึ่งงที่ได้เคยเป็นผู้ที่ครอบครองของเพชรที่เป็นอาถรรพ์จากนั้นจึงทำให้ทางราลวงศ์นั้นจำเป็นที่จะต้องขายมันไปเมื่อสินพระชนม์เพื่อจ่ายหนี้ที่มีอยู่จำนวนมหาสารจากนั้นมาเพชรก็ได้ถูกเปลี่ยนมือไปเรื่อยๆจนในปีคริสตศักราช1939เฮรี้ฟิโรพอบเจ้าของมรกดบริษัทการธนาคารก็ได้ซื้อเพชรสีน้ำเงินเพชรนี้เอาไว้เพชรมงกุฏแห่งฝรั่งเศษจึงได้กลายเป็นเพชรประจำตระกุลโฮบและก็ได้ชื่อว่าเพชรโฮบนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาตระกุลโฮบที่เคยร่ำรวยต้องประสบมรสุมชีวิตและลงท้ายด้วยการล้มลลายเนื่องจากถูกคำสาปของเพชร

เม.ย. 08

ชีวิตแสนเศร้าของศิลปินระดับโลก

ชีวิตแสนเศร้าของศิลปินระดับโลก แวนโก๊ะนักวาดภาพที่มีชื่อเสียงระดับโลกแต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังของเขาช่างสุดแสนโศกเศร้าแวนโก๊ะตั้งใจเป็นศิลปินหรือจิตรกรตั้งแต่เด็กมีความสนใจทางด้านนี้แต่ตลอดชีวิตของเขาเขาถ่ายภาพได้เพียงแค่ภาพเดียวแต่หลังจากที่เขาสิ้นลมหายใจไปจากโลกนี้ศิลปะที่เขาสร้างไว้ให้กับเรากลับกลายเป็นสิ่งของมีค่าเป็นอย่างมากมีการประมูลด้วยราคาอย่างสูงที่นักสะสมทุกคนต้องจับตามอง

และออกงานประมูลทุกๆครั้งก็ถึงกับเป็นความฮือฮาของทุกๆคนไม่ใช่แค่ภาพเท่านั้นที่มีราคาเป็นหลักล้านแม้แต่ปืนที่เขาใช้จบชีวิตตัวเองก็ถูกนำมาจัดแสดงในระยะเวลาหลายปีและถูกดูแลอย่างดีด้วยพิพิธภัณฑ์แต่ในภาคหลังก็มีการประเมินราคากันซึ่งหลังจากการประเมินก็ต้องตอบด้วยว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถประเมินค่าได้เพราะมีค่าส่งทางจิตใจแต่ที่สำคัญงานเขาทุกชิ้นมีราคามาก

สำหรับนักสะสมในปัจจุบันก็มีการเก็บบำรุงเป็นอย่างดีเพื่อให้อนุรักษ์ไว้ซึ่งศิลปะมนุษย์เราเป็นสิ่งที่สามารถเรียนรู้พัฒนาส่งต่อองค์ความรู้ต่างๆได้และบรรยายความรู้สึกออกมาเป็นสิ่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลงการพูดการสื่อสารออกไปการกระทำต่างๆหรือแม้แต่การเขียนหนึ่งในนั้นของการระบายอารมณ์และก็คือการวาดรูปการวาดรูปเป็นทักษะที่ต้องระยะเวลานานแต่ว่าภาพที่เกิดจากการวาดเหมือนจริงอาจจะไม่ใช่ภาพที่สมบูรณ์แบบก็ได้

สิ่งที่มาจากจินตนาการของแวนโก๊ะก็จึงถูกยกย่องให้เป็นศิลปินที่มีความสําคัญระดับโลกชื่อเสียงของเขาแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบทเรียนต่างๆของนักศึกษาวิชาศิลปะก็คงไม่พ้นผลงานของเขามาเป็นแบบอย่างในการทำงานมีคนพยายามลอกเลียนแบบผลงานของเขาแต่อย่างที่รู้กันว่าไม่มีใครสามารถลอกเลียนจิตวิญญาณของงานเขาได้ ชีวิตคนเศร้าของเขาเริ่มต้นที่เขาเริ่มจากการวาดรูปด้วยความสนุกสนานและคิดว่าจะหาเลี้ยงชีพด้วยอาชีพศิลปินแต่ชีวิตของเขาก็คือการเพราะว่ารูปภาพของเขาไม่เคยขายได้เลยจนมาเมื่อไม่นานมานี้ตอนที่เขาอายุประมาณวัยกลางคน

เขาขายภาพได้ 1 ภาพเขามีความยินดีอย่างมากที่มีคนชอบผลงานเขาแต่ใครจะรู้ว่าโตมาผลงานชิ้นนั้นของเขามีมูลค่ามากมายต่อมาเขาได้พยายามรังสรรค์รูปภาพออกมาตามจินตนาการของเขาแต่ว่าไม่มีใครซื้อผลงานของเขาเลยแม้แต่ชิ้นเดียวจึงทำให้เขาคิดว่าเขาเป็นคนไร้ฝีมือเราก็ไม่มีทักษะทางด้านนี้เขาต้องสู้กับความหิวโหยจากการขาดอาหาร

เพราะไม่มีเงินและโรคซึมเศร้าที่เขาต้องเผชิญเขาระบายมันออกมาเป็นรูปภาพรูปภาพที่ดังของเขาเป็นรูปภาพที่เห็นเมืองท้องฟ้าและพระจันทร์ที่มีรูปร่างบิดเบี้ยวผิดผิวไปทุกส่วนภายหลังรูปของเขามีความนิยมอย่างมากในปัจจุบันเพราะว่าเขาได้ตัดผมตัวเองออกเพราะจะได้ไม่ได้ยินเสียงต่างๆและเขาก็ยังทำอาชีพนี้ได้มาสุดท้ายชีวิตอาศัยเจ้าของก็จบด้วยการยิงหัวตัวเองด้วยปืนก่อนที่เขาจะจบชีวิตลงและเรื่องเราเขาก็ถูกแล้วต่อมาอีกหลายสิบปี 

 

มี.ค. 23

ประวัติและผลงานของหลุย ปาสเตอร์ ( Louis Pasteur )

ประวัติและผลงานของหลุย ปาสเตอร์ ( Louis Pasteur )  (คริสต์ศักราช 1822 – 1895) นักเคมีและก็นักจุลชีววิทยาชาวประเทศฝรั่งเศส  เขาถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อวันที่ 27 เดือนธันวาคม ปีคริสต์ศักราช 1822 และมีอายุนานจนถึงปี 72 ปีจึงได้เสียชีวิตลง

โดยเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 เดือนกันยายน  ปีคริสต์ศักราช 1895 สำหรับหลุยส์ ปาสเตอร์ นับได้ว่าเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถช่วยเหลือชีวิตผู้คนได้หลายคนมาก ถือได้ว่ามากที่สุดคนหนึ่งเลยก็วาได้เพราะการคิดค้นของเขาจะเน้นการคิดค้นเกี่ยวกับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างต่าง รวมถึงโรคพิษสุนัขบ้าและโรคแอนแทรกซ์อีกด้วย

 โดยหลุยส์ ปาสเตอร์  ถือได้ว่าเป็นผู้ครอบครองตำแหน่งเป็นคุณครูในสถานศึกษาหลายที่ เป็นคนที่ศึกษาและทำการค้นพบว่าการบูดเน่าของของกินมีสาเหตุจากสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่เขาเรียกว่าจุลลินทรีย์ ขว้างสเตอร์พบว่าจุลชีพก่อให้เกิดผลกระทบมากไม่น้อยเลยทีเดียวทำให้เขาศึกษาวิจัยเกี่ยวกับจุลอินทรีย์โดยตลอดจนกระทั่งศึกษาและทำการค้นพบกรรมวิธีฆ่าเชื้อโรคจุลชีพได้ด้วยแนวทางพาสเจอร์ไรส์(Pasteurization) การศึกษาและทำการค้นพบนี้ทำให้สาขาวิชาจุลชีววิทยาสะดุดตาล้ำหน้าขึ้นอย่างเร็ว

ถัดมา หลุย ปาสเตอร์ได้ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับโรคระบาดที่มีการระบาดในสัตว์ และก็ได้คิดค้นหาวัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคที่รุนแรงที่สุดในช่วงเวลานั้นเป็นโรคแอนแทรกซ์ได้เสร็จ และก็ตามด้วยการค้นคว้าวิจัยหาวัคซีนคุ้มครองโรคอหิวาต์ในไก่ แม้กระนั้นการศึกษาค้นพบวัคซีนที่สร้างชื่อให้กับเขาสูงที่สุดเป็นวัคซีนคุ้มครองปกป้องกลัวน้ำซึ่งเป็นโรคที่ทำให้ผู้ตายไปพอเหมาะพอควร แล้วก็จากการเจอวัคซีนนี้ทำให้ศึกษาค้นพบวัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคอีกเยอะมาก อย่างเช่น อหิวาต์ วัณโรค

แล้วก็โรคคอตีบ ถือว่าเป็นคุณประโยชน์ต่อแวดวงแพทย์อย่างมากมาย ปีคริสต์ศักราช 1888 ขว้างสเตอร์ได้จัดตั้งสถาบันขว้างสเตอร์ (Pasteur Institute) ขึ้นที่กรุงปารีส แล้วสถาบันขว้างสเตอร์ก็ได้จัดตั้งขึ้นอีกหลายที่ในประเทศต่างๆทั้งโลก รวมทั้งเมืองไทยในชื่อ “สถานที่เสาวภา” เพื่อใช้เป็นสถานที่ทดสอบค้นคว้าเกี่ยวกับวัคซีนคุ้มครองโรคติดต่อจำพวกต่างๆ

ผลงานเด่นเด่นของหลุยส์ ปาสเตอร์ ก็คือ 

– สร้างสรรค์วัคซีนคุ้มครองป้องกันกลัวน้ำ

– ศึกษาค้นพบจุลชีวันเป็นต้นเหตุที่ทำให้มีการเกิดการเน่าเหม็น

– สร้างสรรค์ขั้นตอนการทำพาสพบร์ไรซ์

ซึ่งอาจเปรียบได้เลยว่า หลุยส์ ปาสเตอร์ เป็นบุคคลที่สามารถช่วยชีวิตผู้คนบนโลกนี้ได้เป็นจำนวนมากและถึงแม้เขาจะเสียชีวิตไปแล้วแต่การคิดค้นทางวิทยาศาสตร์ของเขาก็กลายมาเป็นต้นแบบที่มีการผลิตยาเพื่อออกมารักษาโรคอื่นอื่นได้อีกมากเลยทีเดียว จึงถือได้ว่าหลุยส์ ปาสเตอร์ เป็นบุคคลสำคัญของโลกอีกคนหนึ่งที่คนทั้งโลกควรจะรู้จักและควรจารึกคุณงามความดีของท่านเอาไว้

มี.ค. 10

สัตว์น้ำลึกลับที่เป็นปริศนาที่ยังหาคำตอบไม่ได้

สัตว์น้ำลึกลับที่เป็นปริศนาที่ยังหาคำตอบไม่ได้ ทุกคนอาจจะไม่เคยได้ยินเรื่องราวที่เกี่ยวกับสัตว์ประหลาดที่อยู่ใต้ท้องทะเลที่เหล่านักวิทยาการก็ยังไม่สามารถค้นพบมันได้และก็ยังไม่สามารถเชื่อได้ว่าพวดสัตว์ประหลาดเหล่านี้มันจะมีอยู่จริงจากนั้นก้ได้ทำการสำรวจในที่ต่างๆแต่ก้ไม่พบเห็นอะไรมีแต่เพียงร่องรอยเท่านั้นทำให้เรานั้นได้ค้นหามัน

อสูรกายใต้ทะเลลึก คราเกน (KraKen)

ในอดีคมีเรื่องเหล่าอสูรกายใต้ทะเลลึกจากerik Kudigaen Pontoppiden จากประเทศนอร์เวย์ จากบันทึกได้บอกว่าเจ้าคราเกน เปรียบเหมือนเกาะรอยน้ำขนาดย่อมมันมีความยาวถึงครึ่งไมล์การค้นพบหลังจากนั้นก็มีรายงานขนาดของมันซึ่งก็พบว่ามีขนาดเล็กอย่างต่อเนื่องการเคลื่อนไหวของเจ้าปลาหมึกยักชนิดนี้ซึ่งมันจะพ่นน้ำออกมาเหมือนกับอย่างเครื่องบินเจ๊ทโดยจะใช้น้ำเป็นเชื่อเพลิงและจะเคลื่อนไหวหากินไปเรื่อยๆ

อาหารของพวกปลาหมึกยักก็คือ ปลา ปลาหมึกและที่ขาดไม่ได้นั้นก็คืออาหารจานโปรดอันได้แก่ปลาวาฬสเปิร์มเมื่อมันเห็นปลาวาฬสเปิร์มมันก็จะเข้าจู่โจมทันทีดังนั้นจึงไม่แปลกที่ว่าลักษณะของเรือเดินสมุดก็คล้ายๆกับปลาวาฬสเปิร์มดังนั้นจึงถูกคราเกนเข้าจู่โจมบ่อยครั้งวันที่3พฤษจิกายน คริสตศักราช1878 หรือพุทธศักราช2421 ได้มีการบันทึกถึงของเจ้าปลาหมึกยักที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

ซึ่งถูกค้นพบโดยบังเอิญจากชาวประมงสามคนพวกเขาเห็นซากของมันลอยอยู่กลางทะเลจึงจัดการลากซากนี้โดยใช้สมอเรือนั้นแทนเชื่อกและหลังจากการลากทุลักทุเลพวกเขาก็พาซากของมันขึ้นฝั่งจนได้และหลังจากนั้นจากการสำรวจซากพวกเขาก็พบว่ากล้ามเนื้อบางส่วนของเจ้าปลาหมึกยักนี้มีบางส่วนที่มันยังคงเต้นอยู่พวกเขาจึงตั้งใจว่าจะปล่อยมันตายด้วยวิธีการคือปล่อยให้มันนอนตากแดกให้แห้งด้วยความกลัวอันตรายจากมัน

หลังจากนั้นเมื่อพวกเขาแน่ใจแล้วว่ามันตายจึงได้เริ่มมีการวัดขนาดของมันซึ่งมันมีขนาดใหญ่ยาวถึง20ฟุตและมีหนวดยาวถึง35ฟุตโดยในแต่ละหนวดนั้นมีเคียวที่แหลมคมซึ่งขนาดของเคียวแต่ละชิ้นนั้นใหญ่ถึง4นิ้วในปี1966หรือพุทธศักราช2509พนักงานสองคนที่ทำงานอยู่แอฟริกาใต้เหล่าว่าเขาเห็นเจ้าปลาหมึกยักเขาจัดการกับปลาวาฬสเปิร์มโดยใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งซึ่งสุดท้ายแล้วเจ้าปลาหมึกยักก็เป็นฝ่ายชนะความลึกลับของเจ้าปลาหมึกชนิดนี้นั้นทำให้มีการจัดตั้งคณะวิทยาศาสตร์จากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากสหรัฐอเมริกา และ นิวซีแลนด์

เพื่อศึกษาเรื่องของเจ้าปลาหมึกยักอย่างจริงจังในเดือนกุมภาพันธ์ปี1999และหลังจากการทำการวิจัยเจ้าปลาหมึกยักเป็นเวลา30วันก็ได้บทสรุปมาว่าพวกมันชอบอาศัยอยู่ในน้ำลึกบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำมากๆและมันชอบไหลไปตามกระแสน้ำ สาเหตุที่ทำให้มันนั้นดุร้ายก็ คือ เมื่อมันไหลไปเจอกับกระแสน้ำอุ่นที่มันจะต้องปรับตัวเองอย่างลวดเร็วและจำเป็นจะต้องลอยอยู่ผิวน้ำเป็นเวลานานทำให้มันนั้นเกิดความเครียดสังเกตได้จากบริเวณที่มีผู่พบเห็นหมึกยักโจมตีมักเป็นบริเวณที่เป็นกระแสน้ำเย็นและกระแสน้ำอุ่นเป็นบริเวณที่หมึกยักนั้นเครียดเพราะมันปรับตัวไม่ทันนั่นเอง

 

มี.ค. 05

ครูกายแก้ว บรมครูผู้เรืองเวทย์

ครูกายแก้ว บรมครูผู้เรืองเวทย์

ครูกายแก้ว บรมครูผู้เรืองเวทย์ ช่วยประทานพรความสำเร็จให้แก่ผู้ที่แสวงหาความร่ำรวยเป็นอีหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังเป็นที่โด่งดังได้รับความนิยมกราบไหว้บูชาจากชาวฮ่องกงจนถูกเปรียบว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความร่ำรวยนอกจากนั้นยังได้รับแรงศรัทธาจากชาวไทยจึงได้จัดสร้างองค์จำลองเพื่อถือครองกันอย่างแพร่หลายในขณะนี้ตามคำบอกเล่าของท่านอาจารย์สุชาติ รัตนสุข

ผู้จัดสร้างองค์ประถมองค์แรกของ ครูกายแก้ว ในประเทศไทยแต่เดิมครูกายแก้วนั้นมากับท่านอาจารย์คนหนึ่งเป็นนักร้องเพลงไทยเดิมของกองดุริยางค์ทหารบกสมัยก่อนที่ได้ครูกายแก้วมาจากพระธุดงค์รูปหนึ่งในจังหวัดลำปางที่ได้เดินธุดงค์ไปทำสมาธิณะปราสาทนครวัดประเทศกัมพูชาและนำครูกายแก้วกลับมาด้วยท่านอาจารย์ถวิลก็ได้มอบครูกายแก้วส่งต่อให้กับอาจารย์สุชาติมาครั้งแรกที่ได้มานั้นองค์ครูกายแก้วไม่ได้เป็นอย่างรูปที่เคารพที่เห็นในปัจจุบัน

แต่จะเป็นองค์นั้งขนาดเล็กหน้าตักกว้างประมาณ2นิ้วต่อมาท่านอาจารย์สุชาติก็ได้เริ่มจัดสร้างองค์ครูกายแก้วขึ้นมาเพื่อเป็นการบูชาครูขึ้นมาโดยอาศัยจินตนาการจากภาพจำที่เคยได้เห็นครูกายแก้วมาประกดกายอยู่ต่อหน้าโดนลักษณะกึ่งมนุษย์กึ่งลิงมีปีกอยู่ด้านหลังสูงจากพื้นประมาณ120เซนติเมตรมีเขี้ยวและเล็บคล้ายกับนกลำตัวตั้งตรงใบหน้าเป็นคนร่างกายสีดำมีดวงตาปนแดงใบหูใหญ่คล้ายค้างคาวเป็นรูปลักษณ์ที่เห็นในปัจจุบัน 

ซึ่งตามกำแพงของนครวัดในบริเวณบายนจะมีประวัติของครุฑคนผู้มีลักษณะกึ่งมนุษณ์กึ่งนกอยู่หรือที่คนไทยรู้จักกันดีว่านกการเวกซึ่งรูปร่างเป็นแบบเดียวกันกับครูกายแก้วนั้นก็คือเป็นครูบาอาจารย์ในด้านศาสตร์ศิลป์เมื่อครั้งโบราณใน สมัยยุคพระเจ้ชัยวรมันที่7ซึ่งโดยอาจารย์สุชาติได้คาดการณ์อายุของครูกายแก้วเอาไว้ว่าไม่หน่าจะต่ำกว่า2000 3000ปีเนื่องจากเชื่อว่าครูกายแก้วนั้นเป็นบรมครูผู้เข้งภาวนาจึงไม่ตายไปจากจิต

และกายร่างใช้ชีวิตอมตะดังอ้างอิงได้จากนิทานต่างๆเช่น การกายร่างเป็นเสือสมิง หรือการแปรงกายของชาลาวันเพื่อให้เห็นถึงอนุภาพของ คาถาอาคม ในสมัยก่อนดังนั้นความขังของพลังของครูกายแก้วจึงได้แก่กล้ามากและจึงเป็นที่เคารพกราบไหว้ของผู้คนจำนวนมากมายที่จะต้องพบเจอกับความสำเร็จในชีวิตการขอพรขององค์ครูกายแก้วนั้นจะต้องทำการบูชาครูด้วยธูป5ดอกพร้อมผลไม้หรือขนมหวานจากนั้นก็ทำการทวายเงินและกล่าวคำทวายความปรารถนาต่อครูกายแก้วผู้ที่จะประสิทธิ์ปราสาทพรให้แก่ผู้ที่มาบูชา

 

ขอบคุณสำหรับผู้ให้การสนับสนุนโดย  Gclub ฝากขั้นต่ำ50

มี.ค. 03

สิ่งที่เกี่ยวกับเทพีเสรีภาพ

สิ่งที่เกี่ยวกับเทพีเสรีภาพ เรามาดูเรื่องความรับของเทพีเสรีภาพที่หลายๆคนนั้นยังอาจจะยังไม่รู้จักเกี่ยวกับเทพีเสรีภาพถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งของอนุสรที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกสำหรับใครก้ตามที่ได้ไปท่องเที่ยวที่ประเทศนิวยอร์กจะสามารถเห็นเทพีเสรีภาพแต่ไม่ใช่ทุกคนนั้นที่รู้ว่าเทพีแห่งเสีภาพนั้นมีความลับอยู่ หนึ่งในนั้นเธออาจจะไม่ใช่ผู้หญิงด้วย

ครั้งหนึ่งของเทพีเสรีภาพเคยถูกแยกออกมาเป็นชิ้นๆ

ซึ่งมันยากที่เราจะคิดภาพออกแต่รู้ปั่นอันนี้มาจากฝรั่งเศษเมื่อวันที่17มิถุนายน ปี1885โดยถูกผลิตจากทองแดงมากกว่า300ชิ้นรูปปั่นนั้นได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นส่วนๆบรรทุกลงหีบ214ใบเดินทางด้วยเรือฝรั่งเศษอีแซโดยไม่มีแขนข้างที่ถือคบเพลิงที่อันเป็นเอกลักษณ์อยู่ด้วยรูปปั่นได้ถูกตั้งไว้ที่เมรีสีนนานกว่า6ปีเพื่อช่วยหาเงินให้ในการสนับสนุนในการสร้างแท่นและเมื่อเรือบรรทุกมาถึงอเมริกาผู้คนจำนวนประมาณ20,0000คนต่างก็ได้เข้ามาต้อนรับกันซึ่งในพิธีที่ได้ส่งมอบอย่างเป็นทางการได้จัดขึ้นในวันที่ 28ตุลาคม ปี1886โดยมีประธานาธิบดีเป็นประทานพิธี

นี่เป็นหนึ่งในการระดมทุนครั้งแรกในประวัติศาสตร์

โดยครั้งแรกประติมากรชาวฝรั่งเศษเฟรเดริคออกุสต์บาร์โธลดีซึ่งในระดมทุนเงินในประเทศของตัวเองเพื่อที่จะนำมาสร้างรูปปั่นซึ่นี่มันไม่ได้เป็นการสนับสนุนจากทางรัฐบาลท้องถิ่นและเมื่อได้สร้าเสร็จเขาได้เสนอรูปปั่นให้เป็นของขวัญให้กับอเมริกาโดยมีเงื่อนไขว่าพวกเขานั้นจะต้องเป็นคนสร้างแท่นเองซึ่งโดยทางรัฐบาลเองไม่ชอบนโยบายนี้สถานะของรูปปั้นจึงไม่ชัดเจน

อยู่ช่วงหนึ่งจากนั้น โจเซฟ พูลิตเซอร์ นักหนังสือพิมชาวอเมริกันได้เข้ามาเป็นหนึ่งผู้ริเริ่มการระดมทุนครั้งใหญ่ครั้งแรกโดยสัญญาว่าผู้มีส่วนรวมทุกคนจะได้รับเกียรติประกาสชื่อในหนังสือพิมของเขาถึงแม้ว่าการบริจากถึง80%ของการบริจากจะมาจากคนชั้นกลางแต่เขาก็สามารถรวบรวมเงินจากผู้บริจากได้ถึง120,000ราย

เทพีเสรีภาพไม่ได้มีสีเขียวแต่แรก

เดิมที่แล้วเทพีเสรีภาพมีสีเดียวกับเหรียญเพนนีเพราะได้สร้างมาจากทองแดงอ้างอิงมาจากสมาคมประวัติศาสตร์นิวยอร์กที่รูปปั่นเปลี่ยนไปเป็นสีเขียวทั้งหมดเนื่องจากเกิดออกซิเดชั่นในปี1920โดยเปลี่ยนจากสีน้ำตาลกลายมาเป็นสีเขียวทางการจึงตัดสินใจให้ทาสีใหม่ซึ่งเป็นการที่เคลือบผิวซึ่งเรียกว่าพาติน่านี้เอาไว้มาจนถึงปัจจุบันนี้ซึ่งมันเคยได้ถูกให้วางเป็นสประภาคารประเดิมแล้วรูปปั้นได้ถูกตั้งให้เป็นประภาคารให้กับสำหรับเรือที่จะเข้ามาในนิวยอร์กหลังจาก2ปีที่รูปปั่นชิ้นส่วนมาถึงอเมริกามันก็ได้ถูกประกอบให้เป็นรูปปั่นและคบไฟของรูปปั่นและคบไฟของรูปปั่นก็ได้ทำหน้าที่เป็นไฟสันญาณนานถึง16ปี

 

ขอบคุณผู้สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ฝากไม่มีขั้นต่ำ

ก.พ. 23

การถูกค้นพบปราสาทเขาพระวิหาร

การถูกค้นพบปราสาทเขาพระวิหาร ใครที่เป็นคนเจอร่องรอยของปราสาทเขาพระวิหารในปีพ.ศ.2442

การถูกค้นพบปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทเขาพระวิหารได้ถูกค้นพบโดย พระเจ้าน้อยยาเธอกรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์ซึ่งเป็นพระอนุชาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์ได้จารึกพระนามไว้ที่บริเวณผาชะง่อนผาเป้ยตาดีว่าร.ส1018สันประสิทธิ์ซึ่งได้ตรงกับปีพุทธศักราช2442หลังจากที่ได้ค้นพบประเทศไทยก็ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ขึ้นไปครอบครองปราสาทเขาพระวิหาร

ซึ่งประเทศไทยครอบครองปราสาทเขาพรวิหารนานกว่า60ปีจนมาถึงในปีพุทธศักราช2493เขมรได้รับเอกราชจากฝรั่งเศษในปีพุทธศักราช2501ประชาชนชาวเขมรได้มีการเรียกร้องขอปราสาทเขาพระวิหารคือจากประเทศไทย 

ซึ่งในทางประเทศไทยได้ประปฏิเสธเขมรจึงได้ตัดความสัมพันธ์กับทางการทูตประเทศไทย ต่อมาเมื่อวันที่6ตุลาคมพุทธศักราช2502เจ้านโรดมสีหนุนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ยื่นฟ้องต่อศาสโลก ประเทศเนเธอร์แลนด์เพื่อเรียกร้องอธิปไตยบนปราสาทเขาพระวิหารให้เป็นของกัมพูชาและได้มีการตัดสินประชุมกันทั้งหมด738ครั้ง

ซึ่งได้มี15ประเทศที่ได้เข้าร่วมในการตัดสินโดยลักษณะของการลงคะแนนประเทศที่ลงคะแนนให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของประเทศไทยมีอยู่3ประเทศคือ อาร์เจนติน่า จีน และ ออสเตรีย ประเทศที่ลงคะแนนให้กัมพูชามีอยู่9ประเทศคือ ญี่ปุ่น เปรุ โปแลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษ ปานามา อียิปต์ อิตาลี และ รัสเซีย และงดออกเสียง3ประเทศคือสหรัฐอเมริกา

เม็กซิโก  และ กรีซ ประเทศไทยแพ้ 3 ต่อ 9 เสียงศาสโลกจึงได้ตัดสินเมื่อวันที่15มิถุนายนพุทธศักราช2505นับว่าเป็นการเสียดินแดนไปครั้งที่14เป็นครั้งสุดท้ายของประเทศไทยเมื่อศาสโลกตัดสินและสิ่ง ที่รัฐบาลไทย จะต้องปฏิบัติตามมัดติของศาสโลกมีอยู่ 3 ข้อคือ

( 1 ) ให้ถอนกำลังทหารไทยที่อยู่บนปราสาทเขาพระวิหารที่อยู่ในเขตประเทศไทย

( 2 )ให้รัฐบาลคืนวัตถุโบราณประมาณ50ชิ้นให้แก่รัฐบาลกัมพูชา

( 3 )ให้อธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา

จากนั้นมาปราสาทเขาพระวิหารจึงตกอยู่ภายใต้อธิปไตยของของประเทศกัมพูชา ปราสาทพระวิหารนับตั้งแต่บันไดทางขึ้นเรียกว่าบันไดหน้ามีทั้งหมด162ขั้นผู้สร้างมีเจตนาจะสร้างให้ชันเพื่อให้ผู้ที่จะเข้าไปร่วมประกอบพิธีขึ้นไปแบบหมอบคานบริเวณขั้นบันไดซ้ายและขวาจะมีขั้นบันไดทั้งหมด54ขั้นและราชสีห์54ตัวปัจจุบันเหลือเพียงตัวเดียว

เมื่อพ้นบนไดขั้นที่162จนถึงสพานที่เรียกว่าสะพานนาคราชหรือลานนาคราชขนาดกว้าง7เมตรยาว31เมตร80เซนติเมตรมีจำนวนเศียรนาคราชจำนวนสองตัวหันหน้าไปทางทิศเหนือคล้ายกัลงูจงอางนาคราชสองตัวยังไม่มีรัศมีเป็นศิลปะขอมแบบป่ามวนตามความเชื่อของศาสนาฮินดูสายรุ้งเป็นสพานเชื่อมระหว่างมนุษย์ไปสวรรค์

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เล่นบาคาร่าให้ได้เงิน