ยุคแห่งการกอบกู้เอกราชและการสถาปนาแผ่นดินใหม่

ประวัติศาสตร์ชาติไทย สมัยธนบุรี ยุคแห่งการกอบกู้เอกราชและการสถาปนาแผ่นดินใหม่

กรุงธนบุรีเป็นราชธานีของไทยในระยะเวลาสั้นๆ เพียง 15 ปี (พ.ศ. 2310–2325) แต่กลับเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญยิ่งต่อประวัติศาสตร์ชาติไทย เพราะเป็นยุคสมัยแห่งการกอบกู้เอกราช การรวมชาติให้เป็นหนึ่ง และการวางรากฐานฟื้นฟูบ้านเมืองหลังจากที่อาณาจักรอายุเก่าแก่กว่า 400 ปีอย่างกรุงศรีอยุธยาต้องล่มสลายลง

 

การกอบกู้เอกราชและการสถาปนากรุงธนบุรี

ภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองใน พ.ศ. 2310 บ้านเมืองตกอยู่ในความระส่ำระสายและแร้นแค้น พระยาตาก (สิน) ซึ่งขณะนั้นได้นำกำลังทหารตีฝ่าวงล้อมพม่าออกไปทางทิศตะวันออก ได้ตั้งมั่นที่เมืองจันทบุรีเพื่อรวบรวมไพร่พลและกำลังบำรุง จากนั้นจึงยกทัพเรือกลับมากอบกู้เอกราชได้สำเร็จ ณ ค่ายโพธิ์สามต้น ภายในเวลาเพียง 7 เดือนหลังจากการเสียกรุง

 

เมื่อตรวจดูสภาพความเสียหายของกรุงศรีอยุธยาแล้ว พบว่าเมืองถูกเผาทำลายจนยากแก่การบูรณะ ประกอบกับกำลังพลในขณะนั้นมีน้อยเกินกว่าจะรักษาเมืองขนาดใหญ่ไว้ได้ พระยาตากจึงตัดสินใจย้ายราชธานีลงมาทางใต้

และสถาปนา กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร ขึ้นเป็นเมืองหลวงใหม่ เนื่องจากเป็นเมืองขนาดกำลังพอดี มีป้อมปราการเดิมที่แข็งแรง และตั้งอยู่ใกล้ปากแม่น้ำสะดวกแก่การค้าขายและการเดินเรือ

 

การปราบชุมนุมและการรวบรวมแผ่นดิน

หลังจากขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) ภารกิจสำคัญอันดับแรกคือการรวบรวมแผ่นดินที่แตกออกเป็นก๊กเป็นเหล่า พระองค์ทรงนำทัพปราบปรามชุมนุมต่างๆ ได้แก่ ชุมนุมพิษณุโลก ชุมนุมเจ้าพิมาย ชุมนุมนครศรีธรรมราช และชุมนุมเจ้าฝาง

จนสามารถรวมแผ่นดินไทยให้กลับมาเป็นปรกติสุขและทรงอำนาจอีกครั้ง นอกจากนี้ยังต้องทำสงครามป้องกันราชอาณาจักรจากการรุกรานของพม่าอย่างต่อเนื่อง เช่น สงครามค่ายโพธิ์สามต้น และสงครามอะแซหวุ่นกี้

 

การฟื้นฟูบ้านเมืองและเศรษฐกิจ

นอกจากการสงครามแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยังทรงเร่งฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทรงแจกจ่ายข้าวสารและเสื้อผ้าแก่ราษฎรที่อดอยาก ส่งเสริมการทำนา และเปิดการค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะการค้าเรือสำเภาผูกมิตรกับจีน เพื่อนำรายได้เข้าพระคลังและแก้ปัญหาการขาดแคลนสินค้า

 

ในด้านศาสนาและวัฒนธรรม พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมพระไตรปิฎกจากหัวเมืองต่างๆ มาคัดลอกไว้ ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางมาจากเวียงจันทน์มาประดิษฐาน ณ กรุงธนบุรี ตลอดจนส่งเสริมวรรณกรรมและศิลปะการละคร แม้บ้านเมืองจะอยู่ในสภาวะสงครามตลอดเวลาก็ตาม

 

การผลัดแผ่นดินและส่งต่อสู่ยุครัตนโกสินทร์

ในช่วงปลายรัชกาล เกิดความระส่ำระสายภายในราชธานีอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองและภาวะสงครามที่ยืดเยื้อ นำไปสู่การเข้าควบคุมสถานการณ์โดยเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และการสิ้นสุดรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชใน พ.ศ. 2325 จากนั้นจึงได้มีการย้ายราชธานีข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามายังฝั่งพระนคร และสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้น

 

แม้ยุคธนบุรีจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ความกล้าหาญ การกอบกู้เอกราช และการวางรากฐานของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็เป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่ทำให้ชาติตระกูลไทยสามารถดำรงอยู่และเจริญรุ่งเรืองสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    เครื่องช่วยฟังผู้สูงอายุ